ในขณะที่เอเอ็มดีกำลังง่วนอยู่กับการแบ่งครึ่งบริษัทเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งดูแลเรื่องการออกแบบซีพียูโดยเฉพาะ กับอีกส่วนหนึ่งดูแลเรื่องการผลิตซีพียูนั้น อินเทลก็พร้อมจะลุยไปที่การผลิตซีพียูขนาด 32 นาโนเมตร แบบทันทีทันใด
คุณเอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัทอินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้ข้อมูลว่า จากนาฬิกา Tick-Tock Development Model ที่อินเทลนำมาก่อนหน้านี้นั้น วันนี้มีข่าวดีว่าอินเทลพร้อมที่จะก้าวข้าวสู่สายการผลิตได้จริงๆ ในปลายปีนี้เลย 2009 จากเดิมที่คาดว่าจะเข้าสู่สายการผลิตได้ในปี 2010 โดยซีพียูรุ่นแรกๆ น่าจะเป็นเดสก์ท็อปก่อน แล้วตามด้วยโน้ตบุ๊กซึ่งชื่อรหัสการผลิตคือ “เวสท์เมียร์” (Westmere)
ดีกว่าเดิมอย่างไร >>>>>
คุณเอกรัศมิ์ เล่าให้ฟังว่าจากการที่อินเทลใช้เทคโนโลยีทรานซิสเตอร์ที่มีส่วนผสมของ Hi-k + metal gate ในสถาปัตยกรรม 45 nm แล้วไม่เกิดปัญหาในเรื่องการเลื่อนตัวของอิเลคตรอน จนทำให้เกิดปัญหาเรื่องความร้อนที่เคยเป็นมาในอดีตแล้ว ใน“เวสท์เมียร์” นี้ได้มีการปรับเปลี่ยนไปใช้ Hi-k + metal gate รุ่นที่สอง ซึ่งจะส่งผลให้การเลื่อนตัวของอิเลคตรอนลดลงไปตั้งแต่ 5 เท่าจนถึง 10 เท่า พร้อมทั้งมีการปรับขนาดอ๊อกไซด์ให้เล็กลง รวมไปถึงการทำให้ Gate Link เล็กลงกว่าเดิมอีก 22 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทำให้อินเทลสามารถใส่คอร์ได้สูงถึง 6 คอร์ 12 เทรด ในโพรเซสเซอร์เดียว (แต่ซีพียูตัวแรกที่เป็น 6 คอร์ คือ Xeon 7400 Series) มีแคชขนาด 4 เมกะไบต์ สำหรับนหน่วยความจำนั้นรองรับทั้ง Triple Channel และ Dual Chanel แต่ขึ้นอยู่กับรุ่นของซีพียู นอกจากนี้มีระบบกราฟิกในตัวแบบไฮบริด ที่รองรับการทำงานของการ์ดจอแยกและสลับการทำงานระหว่างกราฟิกในตัว อีกทั้งเพิ่มคำสั่งในการเข้าและถอดรหัสอีก 7 คำสั่งเพื่อรองรับการเข้ารหัสระดับสูงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การเข้ารหัสฮาร์ดดิสก์ทั้งตัวที่เป็นค่าดีฟอลต์อยู่ในไบออส โดยทั้งหมดนี้ยังคงทำงานร่วมกับชิปเซ็ต X58 อยู่เหมือนเดิม (สำหรับคนที่สนใจว่าจะได้เห็น USB 3.0 และ SATA-III ในปีนี้หรือไม่นั้น ทางอินเทลยังไม่มีในข้อมูลว่าชิป X58 นี้จะสนับสนุนหรือไม่ คงต้องรอข้อมูลปลายๆ ปีอีกทีครับ)
สำหรับการผลิตครั้งนี้ อินเทลจะใช้เงินลงทุนทั้งหมดประมาณ 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยในปี พ.ศ. 2552-2553 เริ่มพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตขนาด 32 nm ส่งผลให้งบลงทุนทั้งหมดที่อินเทลลงทุนไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี 32 nm ในสหรัฐฯ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าวมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่มีมูลค่ามากที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ที่มา : Arip และ Hot-Hardware
0 comments:
Post a Comment